สูตรสมุนไพรกำจัดศัตรูพืช
“สมุนไพรไทย” เป็นพืชที่มีประโยชน์มากมายนานับประการ ในสมัยโบราณคนไทยรู้จักและนำสมุนไพรมาใช้ประโยชน์เป็นยา ช่วยป้องกันและรักษาโรคต่าง ๆ นอกจาก ยา แล้ว สมุนไพรยังเป็นอาหารเสริมและบำรุงสุขภาพและยังนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านอื่นๆได้อีกมากมาย สมุนไพรหลายชนิดได้ถูกนำมาทำเป็นอาหารเพื่อสุขภาพสุดแสนอร่อยที่อยู่คู่สำรับคนไทยมาทุกมื้อ เช่น น้ำพริกต่างๆ ยำสมุนไพร ต้มข่า ต้มยำ แกงเลียง อาหารเหล่านี้อุดมและมีรสชาติของสมุนไพรไทยที่เข้มข้น กลมกล่อม ที่เป็นที่ชื่นชอบของทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ แต่สมาชิกของเครือข่ายการเรียนรู้ศูนย์ฯ ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน กลับมองเห็นอีกหนึ่งคุณค่าของสมุนไพรที่มาจากภูมิปัญญาคือการทำ “สมุนไพรไล่และกำจัดศัตรูพืช”
จากแนวคิดที่ต้องการลดการใช้สารเคมีที่ใช้ในการทำเกษตรของคนในชุมชน ทำให้เกษตรกรตำบลวังผาง เริ่มศึกษาและเสาะแสวงหาวิธีการไล่และกำจัดศัตรูพืชด้วยในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อลดการใช้สารเคมีให้น้อยที่สุดหรือไม่ใช้เลยตามสภาพของพื้นที่ โดยเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน นำไปสู่การทดลองทำสมุนไพรกำจัดศัตรูพืชอย่างจริงจัง
พี่มนู น้อยมณีวรรณ์ (ประธานศูนย์ฯ) เล่าว่า การทำสมุนไพรไล่และกำจัดศัตรูพืชไม่ใช่เรื่องแปลกหรือของใหม่ คนสมัยก่อนนั้นเขาทำกันมาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ว่าจะจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มที่สนใจกันจริง ๆ เท่านั้น การใช้สมุนไพรนั้นให้ผลไม่รวดเร็วเหมือนการใช้สารเคมีในปัจจุบันนี้ ที่สารเคมีได้รับความนิยมทั้งที่มีราคาแพงก็เป็นเพราะคนเราชอบความสะดวก รวดเร็ว (หรืออาจจะเรียกว่าความง่ายก็ได้) จึงหาซื้อสารเคมีมาใช้กันมากจนน่าตกใจ แต่ในความเป็นจริงการใช้สมุนไพรมีข้อดีใช้กำจัดศัตรูพืชได้และให้ผลดีในระยะยาวปลอดภัยทั้งผู้ใช้และผู้บริโภค
นายกเทศมนตรีฯ สืบศักดิ์ สุภิมาส (นายก ทต.วังผาง อ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน) กล่าวเสริมว่า เทศบาลตำบลวังผางเอง ได้ส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรในเรื่องของความรู้ การเพิ่มพูนประสบการณ์ และเงินทุน ในการดำเนินงานเกี่ยวกับการเกษตรพอเพียง เกษตรปลอดภัย และเกษตรอินทรีย์ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย คือ การเป็นชุมชน “เกษตรอินทรีย์เพื่อชีวิต บนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียง”
เวลาที่ทีมงานของ OKRD ที่นั่งคุยกับเพื่อน ๆ สมาชิกศูนย์ฯ รวบรวมความรู้และภูมิปัญญาของเกษตรกรชาววังผางผ่านไปอย่างรวดเร็วเพลิดเพลิน เมื่อพี่มนู และเพื่อน ๆ ได้ถ่ายทอดเทคนิคและขั้นตอนการทำสมุนไพรไล่และกำจัดศัตรูพืชของที่นี่ ว่า....
“การทำสมุนไพรไล่และกำจัดศัตรูพืชของพวกเราจะเน้นการนำสมุนไพร 13 ชนิด ที่สามารถไล่และกำจัดศัตรูพืชได้ครอบคลุมทั้งหมด ทั้ง กำจัดแมลงวันทอง มด แมลงวัน ยุง เพลี้ยกระโดด เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยหอย เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว แมลงวันผลไม้ หนอนใยผัก หนอนผีเสื้อกะโหลก ด้วงปีกแข็ง ไส้เดือนฝอย เป็นต้น ฯลฯ สมุนไพรเหล่านั้น ได้แก่
1. ใบกระเพรา กำจัดมด แมลงวัน และยุง
2. ขิง กำจัดแมลงวันทอง มด แมลงวัน และยุง
3. ขมิ้น กำจัดแมลงวันทอง
4. ข่า กำจัดมด แมลงวัน และยุง
5. ใบสะเดา ขับไล่แมลง
6. ต้นบัวบก กำจัดแมลงทั่วไป
7. ฝักดอกคูน กำจัดหนอน และด้วง
8. ดอกดาวเรือง กำจัดเพลี้ยกระโดด เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยหอย เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว แมลงวันผลไม้ หนอนใยผัก หนอนผีเสื้อกะโหลก หนอนกะหล่ำปลี ด้วงปีกแข็ง และไส้เดือนฝอย
9. เถาบอระเพ็ด กำจัดเพลี้ยกระโดดน้ำตาล เพลี้ยจักจั่น โรคยอดเหี่ยว โรคข้าวลีบ
10. ไพล กำจัดเชื้อรา
11. ใบมะรุม กำจัดเชื้อรา แบคทีเรีย และโรคเน่า
12. ว่านน้ำ กำจัดด้วงหมัดผัก หนอนกระทู้ผัก แมลงวันทอง แมลงในโรงเก็บ ด้วงงวงช้าง ด้วงเจาะเมล็ดถั่ว มอดตัวป้อม และมอดข้างเปลือก
13.ต้นและใบสาบเสือ กำจัดเพลี้ยกระโดด เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยหอย เพลี้ยไฟ หนอนกระทู้ หนอนใยผัก
เมื่อเตรียมสมุนไพร จำนวน 13 ชนิด (ตามสูตรของศูนย์ฯ วังผาง) เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปของการทำสมุนไพรไล่และกำจัดศัตรูพืชมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
1. นำสมุนไพรไปสับ/ทุบ ให้ละเอียด (รวมประมาณ 10 กิโลกรัม) แล้วนำไปใส่ในถังหมัก
2. เติมน้ำตาล 3 กิโลกรัม / น้ำเปล่า 25 ลิตร / ยีสต์ทำขนมปัง 3 ช้อนชา / น้ำส้มควันไม้ 1 ลิตร ผสมคลุกเคลาให้เข้ากัน แล้วนำไปใส่ลงในถังที่จะใช้บรรจุสมุนไพร
3. ปิดฝาเพื่อทำการหมัก (ไม่ต้องปิดให้สนิท เพื่อให้มีอากาศถ่ายเทได้บ้าง)
4. หมักไว้ประมาณ 20 – 25 วัน ก็สามารถนำไปใช้ได้
เมื่อต้องการนำไปใช้จะต้องกรองเอาเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำ (เข้มข้น) นำมาผสมน้ำเปล่าให้เจือจางอีกครั้งหนึ่งในอัตราส่วน 1:25-30คือ น้ำหมักสมุนไพรไล่และกำจัดศัตรูพืช 1 ส่วน ต่อน้ำเปล่า 25 – 30 ส่วน แต่สัดส่วนการใช้กับพืชผักและผลไม้ชนิดต่าง ๆ นั้นให้ใช้ตามความเหมาะสมของพืชแต่ละชนิดและต้องอาศัยประสบการณ์ ซึ่งจะต้องลองใช้และค้นหาสังเกตด้วยความระมัดระวัง เพื่อให้ได้ความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดของการใช้
http://www.moralcenter.or.th/msnwangphang/about/3060/
การทำน้ำหมักสมุนไพร 7 รส

โดยการทำน้ำหมักสมุนไพร 7 รส นั้นเป็นการเลือกเอาสมุนไพรรสต่างๆ มาทำน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพ เพื่อประโยชน์ทางการเกษตร ซึ่งสามารถใช้ได้กับนาข้าว และพืชผักทุกชนิด
น้ำหมักสมุนไพร 7 รส ประกอบด้วย
1. สมุนไพรรสจืด ได้แก่ ใบกล้วย ผักบุ้ง รางจืด และพืชสมุนไพรที่มีรสจืดทุกชนิด
สรรพคุณ :จะเป็นปุ๋ยบำรุงดิน ให้ดินมีความร่วนซุย โปร่ง และทำให้ดินไม่แข็ง และสามารถใช้บำบัดน้ำเสียได้ด้วย
2.น้ำหมักสมุนไพรรสขม ได้แก่ ใบสะเดา บอระเพ็ด ใบขี้เหล็ก และพืชสมุนไพรที่มีรสขมทุกชนิด
สรรพคุณ :สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับพืช
3.สมุนไพรรสฝาด ได้แก่ ปลีกล้วย เปลือกมังคุด เปลือกฝรั่ง มะยมหวาน และพืชสมุนไพรที่มีรสฝาดทุกชนิด
สรรพคุณ : ฆ่าเชื้อราในโรคพืชทุกชนิด
4.น้ำหมักสมุนไพรรสเบื่อเมา ได้แก่ หัวกลอย ใบเมล็ดสบู่ดำ ใบน้อยหน่า และพืชสมุนไพรที่มีรสเบื่อเมาทุกชนิด
สรรพคุณ :ฆ่าเพลี้ย หนอน และ แมลง ในพืชผักทุกชนิด
5.น้ำหมักสมุนไพรรสเปรี้ยว ได้แก่ มะกรูด มะนาว กระเจี๊ยบ และพืชสมุนไพรที่มีรสเปรี้ยวทุกชนิด
สรรพคุณ :ไล่แมลงโดยเฉพาะ
6.น้ำหมักสมุนไพรรสหอมระเหย ได้แก่ ตะไคร้หอม ใบกะเพรา ใบเตย และพืชสมุนไพรที่มีรสหอมระเหยทุกชนิด
สรรพคุณ :จะเป็นน้ำหมักที่เปลี่ยนกลิ่นของต้นพืช เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงไปกัดกินทำลาย
7.น้ำหมักสมุนไพรรสเผ็ดร้อน ได้แก่ พริก ขิง ข่า และพืชสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อนทุกชนิด
สรรพคุณ :ไล่แมลง และ ทำให้แมลงแสบร้อน
++วิธีการทำ ++
1. ใช้วัตถุดิบที่เป็นที่มาของแต่ละรส อย่างใดอย่างหนึ่งสับให้ละเอียด รวมแล้วให้ได้จำนวน 3 กิโลกรัม + กากน้ำตาล จำนวน 1 ลิตร + น้ำเปล่า จำนวน 10 ลิตร
2. เทน้ำเปล่าใส่ถังพลาสติกแล้วเทกากน้ำตาลลงไปคนเรื่อยๆจนกากน้ำตาลละลายเป็นเนื้อเดียวกันกับน้ำ จากนั้นจึงเทวัตถุดิบที่สับละเอียดแล้วตามลงไป คนให้เข้ากันอีกครั้ง ปิดฝาให้สนิทตั้งไว้ในที่ร่ม นานประมาณ 3 เดือน จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
++ การใช้ประโยชน์ ++
ใช้ในอัตราส่วนเดียวกันสำหรับพืชผัก นาข้าว และไม้ผลทุกชนิด คือ น้ำหมัก 1 ลิตร+น้ำเปล่า 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว คือ ถ้าเป็นพืชผักทั่วไปฉีดพ่นทุก 3 วัน / ถ้าเป็นไม้ผลฉีดพ่นทุก 7 วัน
http://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=7370&s=tblplant
"สะเดาไทย"สมุนไพรกำจัดแมลงศัตรูพืชขึ้น ทะเบียนเป็นรายแรก
บริษัท ผลิตภัณฑ์สะเดาไทย ผู้ผลิตและจำหน่ายสารสกัดสะเดา ที่ผ่านขั้นตอนการขึ้นทะเบียนสารกำจัดแมลงประเภทหนอนชอนใบได้ เป็นรายเดียวในประเทศไทย และมีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับของหน่วยงานราชการ คาดการณ์ "สะเดา" กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในอนาคต บริษัทฯ พร้อมถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรและบุคคลทั่วไป
จากกระแสการใส่ใจในสิ่งแวดล้อมที่ระบาดไปทั่วโลก ทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนตื่นตัวในเรื่องนี้กันมากขึ้น อุตสาหกรรมการเกษตรเป็นหนึ่งในหลายอุตสาหกรรมที่มีส่วนในการทำลายสิ่งแวดล้อม จากการใช้สารเคมีเพื่อกำจัดศัตรูพืช ปัจจุบันประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยได้ให้ความสนใจกับการทำการเกษตรกรรมแบบยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งวิธีการเกษตรดังกล่าวจะหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีให้มากที่สุด ดังนั้นจึงมีแก้ไขปัญหานี้ ด้วยการพยายามคิดค้นหาทางกำจัดศัตรูพืชด้วยวิธีธรรมชาติหรือชีววิธี (BIO CONTROL)
ในที่สุดก็สามารถค้นพบสารสกัดจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการควบคุมแมลงศัตรูพืช โดยไม่ทำลายแมลงที่เป็นประโยชน์ต่อพืชด้วย ซึ่งแมลงที่มีประโยชน์เหล่านั้นจะเป็นตัวควบคุมแมลงศัตรูพืชเองตามหลักระบบนิเวศวิทยา ยิ่งกว่านั้น ยังช่วยลดการเกิดปัญหาแมลงสร้างความต้าน ทานหรือดื้อยา ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ผู้ที่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ประสบอยู่และไม่สามารถหาทางออกได้ เนื่องจากสารเคมีส่วนใหญ่จะออกฤทธิ์ทางเดียวคือ ทางสรีรวิทยา ทำให้แมลงตายในทันที ส่วนที่แมลงที่ยังไม่ตายจะสามารถสร้างความต้านทานขึ้นได้ และยิ่งเมื่อมีการใช้สารเคมีสังเคราะห์เป็นเวลานานในปริมาณมากๆ จะยิ่งเป็นการคัดพันธุ์ที่ต้านทานไว้ ในขณะที่สารสกัดจากธรรมชาติที่ค้นพบได้นั้นออกฤทธิ์ถึง 2 ทางคือ ทั้งทางสรีรวิทยา คือ การยับยั้งการเจริญเติบโตของแมลง และทางพฤติกรรม คือ เป็นสารไล่ ยับยั้งการกินและการวางไข่อีกทางหนึ่งด้วย ถือว่าครบวงจรในการกำจัดแมลงศัตรูพืชเลยทีเดียว สารสกัดดังกล่าวนั้นสกัดมาจากเมล็ดของ "สะเดา" และทำให้ "สะเดา" พันธุ์ไม้ที่หาได้ไม่ยากในประเทศไทยกลายเป็นพระเอกไปในทันที
น่าเสียดายที่เกษตรกรไทยไม่ค่อยให้ความนิยมกับสารสกัดสะเดานี่เท่าที่ควร ทั้งที่จัดว่าเป็นสารกำจัดศัตรูพืชที่ราคาไม่สูงเท่าสารเคมีที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ อีกทั้งยังไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญเกษตรกรสามารถผลิต ใช้เองได้อย่างง่ายและประหยัด สาเหตุเนื่องจากเกษตรกรไทยยังคุ้นเคยกับการใช้สารเคมีสังเคราะห์ที่ออกฤทธิ์ให้ผลทันใจ แต่ขณะเดียวกันก็เริ่มประสบปัญหาการดื้อยาของแมลง และจากการขาดความรู้และความเข้าใจ จึงทำให้ยิ่งใช้สารเคมีในปริมาณที่มากและถี่ยิ่งขึ้น นับเป็นความเข้าใจผิดที่ส่งผลเสียในระยะยาว
ดังนั้นถึงเวลาแล้ว ที่ทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องร่วมมือกันในการกระจายความรู้ความเข้าใจ ให้แก่เกษตรกรไทยอย่างทั่วถึง เกี่ยวกับผลกระทบจากการใช้สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูของพืชผัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการเตรียมรับกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกที่ในปี ค.ศ.2000 ที่จะถึงนี้จะรับซื้อเฉพาะพืชผักผลไม้ที่ปราศจากสารพิษตกค้างเท่านั้น
ณ วันนี้มีบริษัทคนไทยที่ดำเนินการผลิตสารสกัดจากสะเดาเป็นจำนวนมากหลายราย แต่มีเพียงรายเดียวเท่านั้นที่มีคุณสมบัติและขั้นตอนการผลิตที่ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับจากกรมวิชาการเกษตรให้ขึ้นทะเบียนเป็นสารกำจัดศัตรูพืช คือ บริษัท ผลิตภัณฑ์สะเดาไทย จำกัด
บริษัท ผลิตภัณฑ์สะเดาไทย ก่อตั้งขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของสองสามีภรรยา ชาตรี-สุภาภิญ จำปาเงิน เมื่อปี 2537 จากเงินทุนเบื้องต้นประมาณ 2 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าก่อสร้าง โรงงานและอุปกรณ์ต่างๆ โดยมีที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี
แรกเริ่มเดิมทีเขาทั้งคู่ไม่ใช่เกษตรกร แต่ทางฝ่ายชายคือ ชาตรี มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์บ้างพอสมควร เขาจบปริญญาตรีจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และหลังจบการศึกษาแล้วเขาไม่ได้ทำงานทางด้านที่จบมาในทันที แต่กลับไปทำเหมืองพลอยที่กาญจนบุรี จากนั้นก็ไปทำงานกับญี่ปุ่นเป็นบริษัทนำเข้าอุปกรณ์เครื่องมือหนัก อาทิ รถแทร็กเตอร์ รถแม็คโคร เป็นต้น ทำอยู่ได้ไม่นานรัฐบาลก็ประกาศลดค่าเงินบาทในช่วงปี 2527-2528 ธุรกิจนำเข้าประสบปัญหาหนัก เขาจึงหยุดทำทุกอย่างและกลับมาช่วยน้าชายที่ทำสวนผักกาดเขียวอยู่ที่สุพรรณบุรี ช่วยอยู่ได้สักพักจึงคิดออกมาทำเอง โดยช่วงนั้นปลูกผักกาด เขียวอยู่ได้ประมาณ 2-3 ปีก็ประสบกับปัญหาหนอนใยผักเยอะมาก เขาจึงเลิกปลูกผัก หันไปปลูกส้มโอแทน ระหว่างที่ทำสวนส้มโอได้ประมาณ 1 ปี เจ้านายเก่าชาวญี่ปุ่นที่เคยร่วมงานกันมา ก็ชวนให้เขากลับไปทำงานร่วมกันในตำแหน่งผู้จัดการโรงงานอาหารแช่แข็งส่งออกไปญี่ปุ่น ชาตรีเลยทิ้งสวนไปช่วยเขาได้ประมาณ 1 ปี ในขณะที่สวนส้มโอย่างเข้าปีที่ 3 แล้วแต่ไม่มีใครดูแล หนอนลงเสียหายมาก ยาฆ่าแมลงที่เตรียมไว้ฉีดก็หมดไปมาก เขาเลยคิดกลับมาดูแลเอง โดยขอลาออกจากโรงงานญี่ปุ่น และกลับมาฉีดยาฆ่าแมลงและบำรุงฟื้นส้มใหม่ จนกระทั่งได้ผลดี
แต่สิ่งที่เขาเรียนรู้ได้ในช่วงที่กลับมาฟื้นฟูสวนส้มด้วยการโหมฉีดยาฆ่าแมลงก็คือ เม็ดเงินที่เขาต้องสูญเสียไปจำนวนมากกับการซื้อยาฆ่าแมลงและจ้างคนงานเพื่อฉีดยา และยิ่งกว่านั้น ยามใดที่จ้างคนงานไม่ได้ เขาและภรรยาจึงต้องลงมือฉีดเอง ซึ่งภายหลังการฉีดยาแต่ละครั้ง เขากับภรรยาจะรู้สึกไม่สบาย ปวดหัว ต้องนอนพัก ลุกไม่ขึ้นเป็นวันๆ ชาตรีในฐานะผู้มีความรู้ทางด้านสุขภาพตามที่ร่ำเรียนมาก็เริ่มรู้แล้วว่า ไม่เป็นการคุ้มเลยที่จะเอาชีวิตเขากับภรรยาและคนงานมาทิ้งไว้ที่สวนส้ม เขาจึงตัดสินใจที่จะขายสวนทิ้ง ในระหว่างที่รอขายสวนอยู่นั้น เขาก็ได้ข่าวการใช้สารสกัดจากสะเดาในการกำจัดแมลงได้ผล โดยไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต เขาก็ให้โอกาสตัวเองอีกครั้ง โดยตัดสินใจเอาสะเดามาลองใช้กับสวนส้มโอซึ่งขณะนั้นเต็มไปด้วยหนอนนานาชนิด
"เราได้ยินข่าวมาว่ามีคนใช้แล้วได้ผล แต่ไม่รู้ว่าได้อย่างไร เราก็เลยลองใช้ดูบ้าง ซึ่งก็ได้ผลดีทีเดียว" ชาตรีกล่าว และเล่าว่า เขาเริ่มใช้สารสกัดสะเดาครั้งแรกเมื่อปี 2534 โดยเขาแบ่งสวนออกเป็น 2 ส่วน ครึ่งหนึ่งใช้สารเคมีฉีด อีกครึ่งหนึ่งใช้สารสกัดสะเดาฉีด ผลปรากฏว่า ส่วนที่ใช้สะเดาฉีดแมลงบางชนิดหายไปและแมลงบางชนิดยังอยู่ ในขณะที่ส่วนที่ใช้สารเคมียังมีแมลงอยู่เยอะมาก เขาเลยตัดสินใจเลิกใช้สารเคมีและเปลี่ยนมาใช้สารสกัดสะเดาฉีดทั้งหมด โดยในเดือนแรกเขาฉีดประมาณสัปดาห์ละครั้ง พอเดือนที่สองก็เว้นระยะห่างออกเป็น 10 วันฉีดครั้งและเดือนที่สามเว้นไป 15 วันฉีดครั้ง
ข่าวการใช้สารสกัดสะเดาได้ผลจากสวนเขาก็เริ่มแพร่สะพัดออกไป จากนั้นเริ่มมีผู้ที่สนใจทั้งนักวิชาการ นิสิตนักศึกษา และเกษตรกรที่สนใจเข้ามาดูงานที่สวน เขากับภรรยารับหน้าที่เป็นผู้บรรยายสรรพคุณ กระบวนการและวิธีการใช้กับบุคคลเหล่านั้น และสิ่งที่เขาทั้งสองได้รับเป็นสิ่งตอบแทนในครั้งแรกของการบรรยายก็คือ เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อพวกเขาตื่นขึ้นมาก็พบกับความว่างเปล่าของอุปกรณ์และเครื่อง มือในการรดน้ำ ฉีดยาหายไปหมด เขาเกิดความสิ้นหวังท้อแท้กับความพยายามที่ทำมาทั้งหมด เขาจึงวางมือจากสวนส้ม ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ไม่มีการรดน้ำ ฉีดหรือบำรุงใดๆเลย เป็นเวลาประมาณ 2 เดือนเศษ หลังจากนั้นเขาก็เข้าไปดูที่สวนอีกที ปรากฏความอัศจรรย์ใจแก่เขามาก เนื่องจากส้มโอไม่มีการถูกทำลายเหมือนครั้งที่ใช้สารเคมีเลย
"สมัยที่ใช้สารเคมีเว้น 10 วันก็ไม่ได้ เว้นไม่เกิน 7 วันก็ต้องฉีดยาแล้ว และการฉีดแต่ละครั้งก็ใช้เงินประมาณ 4,000-5,000 บาทต่อครั้ง เดือนหนึ่งก็เป็นหมื่น ในขณะที่เรายังไม่รู้เลยว่าจะได้เงินจากการขายส้มเท่าไร แต่เมื่อเรามาใช้สะเดา ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลดลงไปประมาณ 10 เท่าคือ เหลือเดือนละประมาณ 1,000 บาทเท่านั้น เราก็เลยใช้สะเดาติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือนนับแต่นั้น ผลก็คือ ตามปกติเมื่อส้มโอออกดอกจะมีเพลี้ยไฟมาก ซึ่งทำให้ส้มโอเสียหายเป็นลายไม่สวย ส่งออกไม่ได้ แต่หลังจากใช้สะเดาฉีดคู่กับสารเคมี ในอัตราเข้มข้นสารเคมี 1 ส่วนต่อสารสกัดสะเดา 5 ส่วน ฉีดให้ทั่วเพลี้ยไฟก็ตายเรียบ และเมื่อเริ่มคุมเพลี้ยไฟได้ ผมก็ลดสารเคมีลงและเลิกผสมไปในที่สุด และใช้สะเดาล้วนๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จากปีหนึ่งที่ต้องฉีดสารเคมีประมาณ 30-40 ครั้ง หลังจากที่ใช้สารสกัดสะเดามาติดต่อกันเป็นเวลา 5-6 ปีแล้วก็เหลือฉีดปีหนึ่งไม่ถึง 10 ครั้ง ประหยัดทั้งเงิน ทั้งแรงงาน ความปลอดภัย ก็มีสูง ส้มก็ส่งนอกได้ คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม" และนี่เองคือสาเหตุในการต่อกำลังใจให้แก่เขาและภรรยาที่จะเริ่มต้นสู้ใหม่อีกครั้ง และหันมาจริงจังกับการศึกษาคุณสมบัติของสารสกัดสะเดา
จนที่สุดในปี 2537 เขาก่อตั้งบริษัท ผลิตภัณฑ์สะเดาไทยขึ้นมา เพื่อผลิตสารสกัดสะเดาที่มีชื่อสามัญว่า AZA-DIRACHTIN เพื่อจำหน่ายแก่หน่วยงานราชการและเกษตรกรที่ต้องการ โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า "สะเดาไทย" และมีผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากสะเดาให้เลือกใช้หลายชนิด ได้แก่ สะเดาไทยหมายเลข 111 เป็นสารสกัดสะเดาที่ใช้ผสมกับน้ำฉีดพ่นเพื่อกำจัดแมลง, สะเดาไทย 222 เป็นสะเดาอัดเม็ดสำเร็จรูป มีคุณสมบัติกำจัดตัวหนอนหรือตัวอ่อนของแมลงในดิน และไส้เดือนฝอยที่กัดกินรากพืชอยู่ในดิน ทั้งยังใช้เป็นปุ๋ยธรรมชาติได้ด้วย และสะเดาไทย 555 เป็นสะเดาบดสำหรับปรับปรุงดินและเป็นปุ๋ยธรรมชาติเช่นกัน
นอกจากนั้น เขายังทำหน้าที่เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจทั่วไป โดยมีสวนของเขาเป็นกรณีศึกษา ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้เขาจะปรับปรุงสวนของเขาให้มีพันธุ์ไม้หลายชนิด ทั้งแปลงผัก แปลงผลไม้ และแปลงดอกไม้ เพื่อให้การศึกษาได้อย่างทั่วถึงอีกด้วย
"ตอนนี้เริ่มมีบริษัทเคมีในต่างประเทศหันมาเพาะแมลงที่เป็นประโยชน์ขาย แต่เขาจะไม่สามารถข้ามขั้นตอนของการใช้สารสกัดสะเดาได้เลย เพราะหากเขานำแมลงที่มีประโยชน์ไปปล่อยในแปลงพืชของเขา ขณะที่ยังมีแมลงศัตรูพืชจำนวนมากอยู่ ก็จะไม่ได้ผลอะไรเลย ทั้งยังเป็นการฆ่าแมลงที่เป็นประโยชน์อีกด้วย ดังนั้นจึงต้องใช้สารสกัดสะเดา มาควบคุมศัตรูพืชให้ได้ก่อนในช่วงเริ่มต้น" ชาตรีกล่าวถึงความจำเป็นของการใช้สารสกัดสะเดาต่อการเกษตรที่หลีกเลี่ยงสารเคมี และเขามีความเห็นว่า "สะเดา" จะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจในอนาคต เนื่องจากเกษตรกรต้องหันมาใช้ประโยชน์จากสะเดากันมากขึ้น นอกจากสารสกัดจากสะเดาจะมีคุณสมบัติในการกำจัดแมลงศัตรูพืชแล้ว ยังมีคุณสมบัติเป็นสมุนไพรรักษาโรคได้หลายโรคด้วย เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น และส่วนของเนื้อไม้ก็สามารถนำไปใช้ในการก่อสร้างได้ เนื่องจากเนื้อไม้สะเดามีคุณสมบัติเป็นไม้เนื้อแข็ง โตไว ทนทานในทุกสภาพดินและอากาศแล้งแบบเมืองไทย
"เราพยายามประสานงานกับหน่วยงานราชการ อาทิ กรมชลประทาน กรมทางหลวง และกรมป่าไม้ให้ปลูกต้นสะเดาริมคลอง ริมทาง เพื่อจะได้มีวัตถุดิบมากขึ้น เนื่องจากสารสกัดจากสะเดาที่ให้ประสิทธิภาพดี ต้องสกัดจากเมล็ดสะเดาที่เกิดจากต้นสะเดาที่ปลูกตามธรรมชาติ มีระยะห่างพอที่สะเดาจะติดลูกได้ เพราะหากปลูกชิดกันแบบสวนทั่วไปจะทำให้สะเดาไม่ออกลูก จะใช้ประโยชน์ได้แต่เพียงเนื้อไม้เท่านั้น"
แม้ว่า สารสกัดสะเดาจะมีคุณสมบัติในการกำจัดศัตรูพืชได้หลายชนิด แต่การขึ้นทะเบียนเป็นสารกำจัดศัตรูพืช ที่ไม่เป็นอันตรายต่อการบริโภคกับกรมวิชาการเกษตรนั้น สามารถขึ้นทะเบียนได้ครั้งละหนึ่งประเภทเท่านั้น โดยในขณะนี้ทางบริษัทได้ขึ้นทะเบียนกับหนอนชอนใบเป็นประเภทแรก และจะทำการขึ้นทะเบียนกับหนอนประเภทอื่นอีกต่อไป
นอกจากนั้น ชาตรียังฝากกระตุ้นเตือนรัฐบาลให้ใส่ใจกับการจดลิขสิทธิ์ การรักษาพันธุ์สมุนไพรไทยหรือพันธุ์ไม้ไทยด้วย เพื่อประโยชน์ของลูกหลานในอนาคต
http://www.thaineem.com/2013/index.php/26-2013-03-03-10-29-56
10 ผักสวนครัว กำจัดแมลงตายเรียบ
อย่างที่ทราบกันว่า
ผัก และสมุนไพรของไทยนั้นมีประโยชน์หลายพันประการ นอกจากจะเป็นยารักษาโรคแล้ว สำหรับคน
จัดสวนต้องดีใจแน่นอน เพราะสมุนไพร หรือผักสวนครัวเหล่านี้ ยังช่วยกำจัดศัตรูพืชได้แบบอยู่หมัดอีกด้วย
Sanook!Home จึงรวบรวมผักสวนครัวหลากหลายชนิด ที่มีคุณประโยชน์ และกำจัดศัตรูพืชได้เป็นอย่างดี ว่าแล้วมาเปิดครัวหาสมุนไพรฆ่าแมลงกันดีกว่าค่ะ
1.กะหล่ำปลี ส่วนที่ใช้คือใบของมัน ใบของกะหล่ำปลีป้องกันหนอนกระทู้ และหนอนชอนใบ
2.กระเทียม ส่วนที่ใช้คือหัว หัวของมันป้องกันมด แมลงวัน และยุง
3.กระเพรา ส่วนที่ใช้คือใบ ยอดสด และยอดแห้ง ทุกส่วนที่กล่าวมาทั้งหมดสามารถป้องกันมด แมลงวัน และยุง
4.ขึ้นฉ่าย ส่วนที่ใช้คือใบ และต้น สามารถป้องกันด้วงงวง ด้วงปีกแข็ง บุ้ง มอดเจาะไม้ และม่วนปีกแข็ง
5.ขิง ส่วนที่ใช้คือเหง้า สามารถป้องกันแมลงวันทอง มด แมลงวัน และยุง
6.ขมิ้น ส่วนที่ใช้คือเหง้า สามารถป้องกันแมลงวันทองได้
7.ข่า ส่วนที่ใช้คือเหง้าสด และเหง้าแห้ง สามารถป้องกันมด แมลงวัน และยุง
8.บวบเหลี่ยม ส่วนที่ใช้คือดอกและเมล็ด สามารถป้องกันด้วงงวง ด้วงปีกแข็ง และบุ้ง
9.พริก ส่วนที่ใช้คือผลและราก สามารถป้องกันด้วงงวง ด้วงปีกแข็ง
10.สะเดา ส่วนที่ใช้คือเมล็ด และใบ สำหรับป้องกันแมลง
ส่วนผสมของสารป้องกันแมลงศัตรูพืช
พืชสมุนไพร 30 กก. กากน้ำตาล 10 กก. น้ำ 50 ลิตร สารเร่งพด.7 จำนวน 1 ซอง ประมาณ 25 กรัม
วิธีทำ
1.สับพืชสมุนไพรให้เป็นชิ้นเล็กๆ จะทุบหรือตำให้แตกก็ได้
2.นำพืชสมุนไพรและกากน้ำตาลผสมลงในถังหมัก คลุกเคล้าให้เข้ากัน
3.ละลายสารเร่งในน้ำ 50 ลิตร ผสมให้เข้ากัน 5 นาที
4.เทสารละลายสารเร่ง ใส่ลงในถังหมัก คลุกเคล้าหรือละลายให้ส่วนผสมเข้ากันอีกครั้ง
5.ปิดฝาไม่ต้องสนิท ทิ้งไว้ในที่ร่มประมาณ 20 วัน
วิธีใช้
สารที่เจือจางแล้ว 1:500 อัตรา 500 ลิตรต่อไร่ สำหรับใช้ในพืชไร่ พืชผักและไม้ดอก
สารที่เจือจางแล้ว 1:200 อัตรา 100 ลิตรต่อไร่ สำหรับใช้ในไม้ผล
โดยฉีดพ่นสารเหล่านั้นที่ใบหรือลำต้น และรดลงดินทุก 20 วัน หรือถ้าในช่วงที่แมลง ศัตรูพืชระบาด ให้รดทุกๆ 3 วัน ติดต่อกัน 3 ครั้ง
http://home.sanook.com/2413/
วิธีกำจัดหญ้าคาแบบง่ายๆ เบาแรง โดยไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า
"หญ้าคา" จัดเป็นวัชพืชที่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับบ้านของเรา เนื่องมาจากมันทำให้บ้านดูรก โตเร็ว ฆ่าก็ไม่ค่อยตาย ถ้าไม่ขุดรากถอนโคนออกมา อีกไม่นานหญ้าคาก็จะขึ้นมาเขียวชอุ่มอีก โดยเฉพาะในหน้าฝนฝนตกบ่อยๆแบบนี้กำจัดยังไงก็ไม่ตายสักที ครั้นจะซื้อยาฆ่าหญ้ามาฉีดก็กลัวว่าดินจะเสีย ปลูกอะไรไม่ขึ้น เผลออาจลามไปทำให้ต้นไม้ พืชผัก ที่ปลูกไว้ตายไปด้วยจะทำให้กลุ้มใจเปล่า วันนี้ Homeenrich ขอนำเสนอ "วิธีการฆ่าหญ้าคาแบบไม่ต้องใช้ยาฆ่าหญ้า" เป็นวิธีสำหรับคนที่กลัวอันตรายจากยาฆ่าหญ้า รวมๆมาให้เลือกสรรตามความสะดวกและความพอใจ
ฆ่าหญ้าคาด้วยถั่วแดง
การกำจัดหญ้าคาด้วยถั่วแดงนั้นเป็นวิธีง่ายที่ใช้ถั่วแดงปลูกลงไปในที่ที่มีหญ้าคาอยู่ เมื่อถั่วแดงโตเถาของมันจะไปรัดต้นหญ้าจนตาย แถมพอถั่วแดงโตใบที่ร่วงลงดินก็จะช่วยเพิ่มไนโตรเจนให้กับดินได้อีกด้วย มีแต่ได้กับได้ มาดูวิธีการปลูกถั่วแดงกำจัดหญ้ากันครับ
- หาซื้อถั่วแดงตามร้านขายผลิตภัณฑ์การเกษตรทั่วไป จากนั้นเอาถั่วแดงไปแชาในน้ำอุ่นเพื่อให้ถั่วแดงตื่นจากการฟักตัว ทิ้งไว้จนน้ำเย็น
- จากนั้นขุดพื้นดินด้วยจอบหรือเสียมเป็นหลุมๆ โดยจะขุดให้เป็นแถวๆเลยก็ได้ นำถั่วที่พร้อมลุยแล้วหยอดลงไปในหลุม จากนั้นก็กลบหน้าดิน หรือถ้ามีพวกเศษใบไม้ก็เอามาคลุมหน้าดินเอาไว้ด้วยจะดีมาก
- จากนั้นก็รดน้ำให้ชุ่ม หากเป็นหน้าแล้งก็ควรลดน้ำทุกวันเพื่อให้ต้นถั่วโตวันโตคืน แต่ถ้าเป็นหน้าฝนไม่จำเป็นต้องลดน้ำก็ได้ แค่รอฝนตกก็เพียงพอที่จะให้ถั่วแดงเจริญเติบโตได้ดีแล้ว
- รอให้ถั่วโต โตเมื่อไหร่หญ้าคาตายเรียบ แต่ถ้าจะให้ตานสนิทอาจต้องใช้เวลาเป็นปีๆ (ช้าแต่ชัวร์นะ)
กำจัดหญ้าคาด้วยน้ำหมักชีวภาพ
เป็นสูตรน้ำหมักชีวภาพที่ใช้เปลือกสับปะรดที่เหลือใช้มาหมักกับจุลินทรีย์ และกากน้ำตาล หมักให้ได้ที่ก็เอามาฉีดหญ้าแทนยาฆ่าหญ้า หญ้าจะค่อยตายไปอย่างช้าๆจนหมดไป กำจัดหญ้าดีโดยไม่ต้องกลัวสารพิษตกค้าง มาดูส่วนผสมและวิธีการทำน้ำหมักชีวภาพกันดีกว่า
http://homeenrich.blogspot.com/2013/07/how-to-kill-grass-in-home.html